Comments Off on อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังจากฟอกสีฟัน

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังจากฟอกสีฟัน

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังจากฟอกสีฟัน

      เมื่อเราทำการฟอกสีฟันแล้ว ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำกับเราทุกครั้ง ทั้งในเรื่องการดูแลรักษาความสะอาดของสุขภาพช่องปาก เรื่องการมาพบทันตแพทย์สม่ำเสมอ และเรื่องการดูแลตัวเองหลังจากฟอกสีฟันไปแล้ว

ซึ่งคำแนะนำเหล่านี้เราจำเป็นต้องจำให้ดีและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง

การดูแลตัวเองหลังจากการฟอกสีฟันไปแล้วมีหลายอย่างที่จำเป็น หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องอาหารการกิน การเลือกรับประทานอาหารหลังจากฟอกสีฟันไปแล้วจำเป็นที่จะต้องใส่ใจ เพราะเมื่อเราฟอกสีฟันไปแล้วในช่วงระยะแรกสุขภาพเหงือกและฟันของเราจะยังอ่อนแออยู่ ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เรามาดูอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังจากฟอกสีฟันไปแล้วกันค่ะ

 

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังจากการฟอกสีฟันไปแล้วได้แก่

1.อาหารที่มีลักษณะแข็ง เช่นเมล็ดถั่ว ขนมปังกรอบ แครกเกอร์ เนื้อสัตว์ที่มีเนื้อเหนียว เพราะในระยะแรกหลังจากฟอกสีฟันไปแล้ว จะทำให้เรารู้สึกเสียวฟันและระคายเคืองเหงือก ควรงดทานอาหารประเภทนี้ไปสักระยะหนึ่ง เพื่อลดอาการเสียวฟัน

2.งดเครื่องดื่มที่มีสี ได้แก่ ชา กาแฟ โกโก้ น้ำหวานต่างๆ น้ำอัดลมต่างๆเป็นต้น เพราะถ้าเราทานเครื่องดื่มเหล่านี้จะทำให้ฟันที่เราฟอกมามีสีคล้ำ ตามเครื่องดื่มที่เราดื่ม

3.งดทานอาหารที่มีสี เช่นแกงต่างๆที่มีของเครื่องเทศ เพราะจะทำให้ฟันเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองถึงหมองคล้ำได้

4.งดทานอาหารที่เย็นจัด หรือร้อนจัด เพื่อไม่ให้เกิดอาการเสียวฟันมากขึ้นกว่าเดิม

5.งดดื่มเบียร์ เหล้า และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีฤทธิ์ทำลายผิวเคลือบฟัน และเนื้อฟัน

6.ยาปฏิชีวนะบางชนิด การทานยาปฏิชีวนะบางชนิดมีผลทำให้ฟันเราเปลี่ยนสีได้

หากใครจำเป็นต้องทานอาหารเหล่านี้ หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้เริ่มทานได้หลังจากฟอกสีฟันไปแล้วอย่างน้อย

เป็นเวลา 1 สัปดาห์ หรือหากจำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มที่มีสีก็สามารถใช้หลอดดูดน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำเหล่านั้นสัมผัสกับฟันโดยตรง และเมื่อดื่มแล้วควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่า เพื่อชะล้างคราบเครื่องดื่ม

อาการเสียวฟันและระคายเคืองเหงือกหลังจากฟอกสีฟันนั้น จะเกิดขึ้นแค่ในช่วงระยะแรกๆของการฟอกสีฟัน หลังจากนั้น 3-4 วันอาการจะหายไปเอง ในช่วงนี้หากรู้สึกเสียวฟันมาก ปวดฟันมาก ให้ทานยาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอน หรือ พอนแสตน เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและเสียวฟัน ทานอาหารอ่อนๆ รสไม่จัด และถ้าหาก 1 สัปดาห์ไปแล้ว อาการเสียวฟันยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบทันตแพทย์ที่เราไปฟอกสีฟันด้วย เพื่อให้ทันตแพทย์แก้ไขต่อไป

Comments Off on เลือกให้เป็น ฟอกสีฟันแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด

เลือกให้เป็น ฟอกสีฟันแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด

เลือกให้เป็น ฟอกสีฟันแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด

              เมื่อเรามีปัญหาฟันเหลือง ฟันเป็นสีเทา จากคราบอาหาร คราบกาแฟที่เรากินเข้าไป เชื่อว่าคงจะทำลายความมั่นใจของเราไปไม่น้อย อาการเหล่านี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการฟอกสีฟัน ซึ่งมีหลากหลายแบบให้คุณได้เลือกทำ วันนี้เรามาดูกันว่าแบบไหนจะเหมาะกับคุณที่สุด

  1. ฟอกสีฟันแบบทันตแพทย์ทำให้

เป็นการเข้าไปรับการฟอกสีฟัน โดยทันตแพทย์จะทาเจลฟอกสีฟันลงบนฟันของเรา จากนั้นจะใช้เลเซอร์ หรือแสงเย็นในการเร่งปฏิกิริยาเจลบนฟันของเรา ใช้เวลารักษาประมาณ 1 ชั่วโมง มีประสิทธิภาพช่วยให้ฟันขาวได้เป็นอย่างดีและสามารถคงสภาพความขาวไว้ได้นานประมาณ 1 ปี ราคาเริ่มต้นที่ 10,000-15,000 บาท ดังนั้น การฟอกสีฟันแบบทันตแพทย์ทำให้ จึงเหมาะกับเกือบทุกปัญหาฟัน และยังสามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็วด้วย

  1. การเคลือบฟันเทียม

การเคลือบฟันเทียม คือการเคลือบผิวฟันด้านหน้าโดยการสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยวัสดุประเภทพลาสติกหรือเซรามิก เพื่อแทนฟันจริงที่มีปัญหา ไม่ว่าจะการสูญเสียผิวฟันบางส่วน ฟันห่าง หันบิดเก รวมทั้งฟันที่มีการเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง คล้ำมากซะจนไม่สามารถฟอกสีฟันได้ แพทย์ก็จะแนะนำให้เคลือบฟันเทียมแทน ซึ่งการเคลือบฟันจริงๆ ก็มีหลายประเภท ไม่ว่าจะการเคลือบฟันพลาสติกเรซิน ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 บาท แล้วแต่ขนาดของฟัน แต่ส่วนใหญ่นิยมการเคลือบด้วยเซรามิคมากกว่า เพราะมีสีที่ธรรมชาติและมีการใช้งานทนทานกว่า โดยราคาอยู่ที่ประมาณ 5,000-9,000 บาท

  1. การฟอกสีฟันเองที่บ้าน

วิธีนี้เป็นการไปซื้อถาดฟอกสีฟันตามร้ายขายยาทั่วไป แล้วมาทำเองที่บ้าน ซึ่งก็ถือว่าสะดวกสบาย และจะใช้ตอนไหนก็สามารถทำเองได้ แม้ว่าผลการรักษาอาจจะไม่ขาวเท่า การฟอกสีฟันที่แพทย์ทำให้ แต่ก็ช่วยให้ขาวขึ้นและยังสามารถทำได้บ่อยด้วย ราคาเริ่มที่ 600 จนถึง 4,000 บาทก็ยังมี การฟอกสีฟันทำเองที่บ้านเหมาะกับคนที่มีสีฟันไม่เหลืองมาก และต้องการความสะดวก หรือบางคนอาจจะได้รับชุดฟอกสีฟันจากทันตแพทย์กลับมาฟอกต่อที่บ้านเองด้วย เพื่อให้คงความขาวของฟันไว้ให้ได้นานๆ

ไม่ว่าคุณจะเลือก การฟอกสีฟันแบบไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณกำลังจะเริ่มดูแลฟัน ดูแลภาพลักษณ์ของคุณเองแล้ว เพราะการมีฟันที่ขาวสะอาดสดใส นอกจากจะช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพของคุณให้ดีขึ้น ยังสามารถเรียกรอยยิ้มมั่นใจของคุณกลับมาได้ด้วย

 

Comments Off on การฟอกสีฟันทำได้กี่แบบ

การฟอกสีฟันทำได้กี่แบบ

การฟอกสีฟันทำได้กี่แบบ

        การฟอกสีฟัน ถือเป็นการศัลยกรรมทางทันตกรรมเพื่อความสวยงาม  เพื่อให้ฟันที่มีสีคล้ำๆ หรือฟันเหลือง กลับมาขาวสะอาด สดใส เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ตัวผู้มารับบริการ การฟอกสีฟันมีดังดังนี้

1.การฟอกในคลินิก หรือ In-office Power Bleaching ทันตแพทย์จะเป็นผู้ทำให้เรา โดยใช้สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นสูง โดยการฟอกสีฟันประเภทนี้ทันตแพทย์จะดูแลเราอย่างใกล้ชิด

2.การฟอกสีฟันด้วยตัวเองที่บ้าน หรือ At-home Bleaching  โดยซื้อชุดฟอกสีฟันไปฟอกเอง จากคลินิกทันตกรรม บางคนอาจซื้อจากเซลล์  โดยจะใช้สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นต่ำ ซึ่งถ้าเราไม่เลือกใช้ชุดฟอกสีฟันที่ได้มาตรฐาน จะทำให้เกิดอันตรายกับเหงือกและฟันของเราได้ ดังนั้นก่อนทำการฟอกสีฟันด้วยตัวเองเราควรจะศึกษาทำความเข้าใจให้ดีก่อน

3.การฟอกสีฟันในคลินิกโดยทันตแพทย์ และฟอกสีฟันที่บ้านด้วยตัวเอง หรือ In-office assisted Bleaching วิธีนี้ใช้สำหรับคนที่มีฟันสีเข้มมาก โดยทันตแพทย์  จะทำการฟอกสีฟันด้วยสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นสูง เพื่อให้ฟันขาวในระดับนึง หลังจากฟอกสีฟันเสร็จ  ทันตแพทย์จะทำการจัดชุดฟอกสีฟันให้เรามาทำเองที่บ้าน โดยทันตแพทย์จะแนะนำและบอกวิธีใช้ที่ถูกต้องและปลอดภัยให้กับเรา ซึ่งเราควรทำตามอย่างเคร่งครัด เพื่อประสิทธิภาพที่ดีและความปลอดภัยของตัวเราเอง

4.การฟอกฟันด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่หาซื้อเอง หรือ Over-the-counter Bleaching มีขายทั่วไป การฟอกฟันประเภทนี้อันตราย เนื่องจากไม่ได้อยู่ในความดูแลของทันตแพทย์ และอาจจะไม่เห็นผล

5.การฟอกสีฟันที่เซลล์ฟันตายแล้ว หรือ Walking Bleaching  เป็นการฟอกสีฟันเฉพาะซี่ สำหรับฟันที่ได้รับการกระทบกระเทือนจนทำให้เกิดสีคล้ำ เพื่อให้กลับมามีสีขาว หรือ ขาวขึ้นกว่าเดิม

Comments Off on ฟอกสีฟัน ทำให้ฟันขาว จริงหรือ ?

ฟอกสีฟัน ทำให้ฟันขาว จริงหรือ ?

ฟอกสีฟัน ทำให้ฟันขาว จริงหรือ ?

              การทำให้ฟันขาวโดยการฟอกสีฟัน เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของคนที่อยากฟันขาว เพราะการฟอกสีฟันนั้นเห็นผลเร็วกว่าวิธีอื่นๆ และแก้ปัญหาได้ตรงจุด แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ คนที่กังวลอยู่ว่า “การฟอกสีฟัน ทำให้ฟันขาวได้จริงๆ นะเหรอ?”  วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับการฟอกสีฟันมาฝากกัน

วิธีการฟอกสีฟันนั้นแบ่งได้เป็นหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น

– การฟอกสีฟันที่คลินิกโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญใช้สารไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นสูง (ประมาณ 35%)

–            การฟอกสีฟันด้วยตัวเองที่บ้านด้วยสารไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์เข้มข้นต่ำ (ประมาณ 10%)

-การทำทั้ง 2 แบบข้างต้นควบคู่กัน โดยทำการฟอกด้วยสารที่มีความเข้มข้นสูง เพื่อให้ฟันขาวขึ้นระดับนึงก่อน จากนั้นทันตแพทย์จะให้กลับไปทำต่อที่บ้านด้วยสารที่มีความเข้มข้นต่ำต่อเนื่องกันไปสักระยะ สีของฟันจะขาวขึ้นได้อีก และความขาวจะอยู่ได้นานขึ้น

–            การใช้สารฟอกสีฟันที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไป หาซื้อได้ตามร้านค้าหรืออินเตอร์เน็ต รวมถึงยาสีฟันที่มีส่วนผสมของสารฟอกสีฟันเป็นต้น แต่ผลการฟอกสีฟันด้วยวิธีการนี้ยังไม่เป็นที่สรุปได้ชัดเจนนักว่าทำให้ฟันขาวขึ้นจริง

-การฟอกสีฟัน ในกรณีที่ฟันเปลี่ยนสีเนื่องจากฟันตาย สังเกตง่ายๆ คือจะมีการเปลี่ยนสีของฟันเฉพาะซี่ สามารถทำการฟอกสีฟันเฉพาะซี่นั้นๆ ได้โดยทันตแพทย์

ระยะเวลาในการฟอกสีฟัน

หากเป็นการฟอกสีฟันโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้นจะใช้เวลาน้อยกว่าวิธีอื่นๆ มาก เพราะทันตแพทย์จะฟอกสีฟันด้วยน้ำยาที่มีความเข้มข้นสูงร่วมกับการใช้แสงเลเซอร์ในการเร่งปฏิกริยาให้เห็นผลรวดเร็วขึ้น ทำให้สามารถเสร็จเรียบร้อยภายใน 1 ชั่วโมง โดยวิธีอื่นๆ นั้นอาจใช้เวลานานเป็นเดือนถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลง

หลังการฟอกสีฟันจะทำให้ฟันขาวขึ้นแค่ไหน

การฟอกสีฟันจะช่วยให้ฟันขาวขึ้นระดับหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงของสีฟันจะเห็นผลมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยก่อนหน้าเข้ารับการฟอกว่าก่อนหน้านี้ฟันของคุณมีสีของฟันอยู่ที่ระดับใด มีสีหมองคล้ำมากน้อยแค่ไหน หากฟันมีสีคล้ำมาก อาจต้องได้รับการฟอกสีฟันหลายครั้งจึงจะเห็นผลได้ชัด แต่หากในรายที่ฟันหมองคล้ำไม่มากนักจนถึงปานกลาง การฟอกสีฟันเพียงหนึ่งครั้งก็สามารถทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสีฟันได้

หลังจากฟอกสีฟัน ฟันจะขาวได้นานแค่ไหน

              โดยทั่วไปแล้วสีฟันจะสามารถอยู่ได้ 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับโครงสร้างฟันของแต่ละคน และสำคัญที่การดูแลรักษาหลังจากการฟอกสีฟัน โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภค การรับประทานอาหารจำพวกน้ำอัดลมมีสีดำ ชา กาแฟ การสูบบุหรี่ รวมถึงอายุก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสีของฟันด้วยเช่นกัน

คนเรานั้นมีปัจจัยที่ทำให้สีฟันหมองคล้ำต่างกัน  และบางคนมีข้อจำกัดในการฟอกสีฟัน (เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ เหงือกร่น ก็ไม่เหมาะที่จะทำการฟอกสีฟัน) ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจึงควรปรึกษาทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการฟอกสีฟันก่อนที่จะเข้ารับการรักษา เพื่อเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมต่อไป

Comments Off on หยุด 5 พฤติกรรมเสี่ยง ฟันเหลือง ที่เราอาจะไม่รู้ตัว

หยุด 5 พฤติกรรมเสี่ยง ฟันเหลือง ที่เราอาจะไม่รู้ตัว

                                      หยุด 5 พฤติกรรมเสี่ยง ฟันเหลือง ที่เราอาจะไม่รู้ตัว

 

โดยปกติแล้วสีฟันของคนเราแท้จริงจะมีสีขาวๆมันวาว ไม่ซีด แต่พี่เราพบเห็นทุกวัน คือ ฟันของบางคนไม่เป็นสีขาว

อาจจะมีรอยคล้ำๆสีดำ หรือ มีฟันสีเหลือง ซึ่งทำให้บุคลิกภาพดูไม่ดี และอาจจะทำให้หมดความมั่นใจในตัวเอง

แล้วฟันเหลืองเกิดจากอะไร ฟันเหลืองเกิดจากปัจจัยหลายสาเหตุ ทั้งพันธุกรรม ทั้งอุบัติเหตุ ซึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อฟันเหลืองของพฤติกรรมในแต่ละวันของเราได้

      พฤติกรรมเสี่ยงในแต่ละวันมีอะไรบ้าง?

   1.การรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสี หรือแต่งสีเป็นประจำ

อาหารและเครื่องดื่มที่มีสีนั้นได้แก่ กาแฟ ชา เบียร์ ไวน์  น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ลูกอมและลูกกวาดหลากหลายสี

โดยที่เราละเลยที่จะบ้วนปาก หรือ แปรงฟันหลังทานเสร็จ จึงทำให้มี คราบอาหาร คราบแบคทีเรีย และ

คราบหินปูนมาเกาะตามซอกฟัน สะสมจนเป็นสีเหลือง

    2.การสูบบุหรี่เป็นประจำก็ทำให้เกิดคราบไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน เนื่องจากควันและสารต่างๆในบุหรี่

ทำให้เกิดคราบสะสมตามซอกฟัน นอกจากฟันจะมีคราบไม่พึงประสงค์แล้ว ยังทำให้มีกลิ่นปากอีกด้วย

    3.การเลือกใช้แปรงสีฟันที่ไม่มีคุณภาพ การเลือกใช้แปรงสีฟันก็สำคัญ อย่าเลือกเพราะราคาถูก

อย่าเลือกเพราะความสวยงาม ควรเลือกที่เหมาะสมกับปากของเราดีกว่า เลือกที่ขนแปรงนุ่มๆไม่บาดปาก

แล้วก็ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุกๆ3 เดือน เพื่อสุขอนามัยที่ดีของช่องปากและฟัน

    4.การแปรงฟันไม่สะอาด การแปรงฟันไม่สะอาด อาจเป็นเพราะความเร่งรีบ หรือบางคนอาจจะแปรงไม่ถูกวิธี

จึงทำให้ฟันไม่สะอาด การแปรงฟัน เราควรแปรงอย่างถูกวิธี เพื่อความสะอาด และควรใช้ปริมาณยาสีฟัน

อย่างเหมาะสม หลังแปรงเสร็จให้บ้วนล้างจนสะอาด

    5.ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์ ในกรณีที่จัดฟันหรือเข้ารับการรักษา ควรทำตามคำแนะนำของ

ทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด  เพื่อการรักษาที่ต่อเนื่องของทันตแพทย์ และเพื่อความสะอาดของฟันเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

การใส่เครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่นและวิธีปฏิบัติหลังรับการจัดฟัน

Posted June 10th, 2012 in บทความจัดฟัน by admin

การใส่เครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่นไปกับผิวของฟันนั้นผู้ป่วยอาจต้องเรียนรู้วิธีการไขสกรูที่เครื่องมือจัดฟัน เนื่องจากบางตำแหน่งในการจัดฟันทันตแพทย์จะแนะนำวิธีไขสกรูที่เครื่องมือเพื่อให้เครื่องมือขยายออก ผู้ป่วยควรไขสกรูตามที่ทันตแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด และถ้าหากลืมไขสกรูเช่นลืมไขมา 2 วันก็ห้ามไขเพิ่มจำนวนย้อนหลังเพราะการไขสกรูถี่เกินไปซึ่งจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพช่องปากได้และหยุดเมื่อครบจำนวน การจดบันทึกการไขสกรูไว้จะช่วยเตือนความจำได้ดีเหมือนการรับประทานยาผู้ป่วยควรมีวินัยในการดูแลตัวเองเพื่อผลการรักษาที่ดี เมื่่อเริ่มไขสกรูแรกๆอาจมีอาการแน่นบริเวณขากรรไกรบนหรือจมูก แต่เมื่อเวลาผ่านไปขากรรไกรจะค่อยขยายออก อาจมีช่องว่างตรงกลางระหว่างฟันหน้าบนแต่ไม่ต้องกังวลว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นเพราะช่องนี้จะค่อย ๆ ปิดเองใน 2-3 เดือน หลังจากนั้นผู้ป่วยควรรักษาความสะอาดของเครื่องมือด้วยการบ้วนปากหรือแปรงฟันหลังอาหารทุกครั้งเพื่อกำจัดเศษอาหาร หากเป็นเครื่องมือถอดได้ควรถอดเครื่องมืออกมาทำความสะอาดทุกครั้งหลังอาหาร ยางแยกฟันใช้ในการเตรียมฟันเพื่อใส่เครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่น โดยยางจะค่อย ๆ ดันฟันหลังซึ่งปกติจะอยู่ชิดกันแน่นให้หลวมขึ้น เพื่อเป็นที่อยู่ของแหวนจัดฟันหรือแบนด์เมื่อเริ่มใส่ยางแยกฟัน จะรู้สึกแน่น ๆ เหมือนมีเศษอาหารติด เวลากัดฟันอาจรู้สึกว่ากัดโดนยาง ถ้าหากมีอาการปวดหรือรู้สึกแน่นๆตึงๆมากให้รับประทานยาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอลได้และควรงดรับประทานอาหารที่แข็งและเหนียวเพราะจะทำให้ปวดมากกว่าเดิมถ้าอาหารเคี้ยวยากอาการปวดจะบรรเทาลง ใน 2-3 วัน และอีกข้อที่สำคัญการหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารเหนีวช่วงนี้เป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุดเพราะถ้ารับประทานเข้าไปอาหารก็จะทำให้ยางแยกฟันหลุดออกและเลี่ยงการใช้ไหมขัดฟันบริเวณนี้ชั่วคราวเพราะยางจะหลุดได้ หากยางแยกฟันหลุดเกินกว่า 3 วันก่อนวันให้ไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการใส่ยางแยกฟันอีกครั้ง เพื่อผลการรักษาทำฟันที่ดี

ข้อควรระวังหลังจากจัดฟัน

Posted June 1st, 2012 in บทความจัดฟัน by admin

ผลข้างเคียงของการจัดฟันมีบางกรณี อาจมีปัญหาเกิดขึ้นที่ข้อต่อขากรรไกร อันมีผลให้เกิดการปวดที่ข้อต่อดังกล่าว ปวดศีรษะ หรือภายในหู ซึ่งปัญหานี้อาจจะเกิดขึ้นได้แม้จะไม่ได้รับการจัดฟัน ดังนั้น ถ้าเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น ผู้ป่วยควรจะรีบแจ้งให้กับทันตแพทย์ทราบในบางกรณี สำหรับฟันซี่ที่เคยได้รับอุบัติเหตุมาก่อน หรือเคยผุลึกมากๆ การเคลื่อนฟันอาจมีผลต่อเส้นประสาทที่มาหล่อเลี้ยงฟัน

ในบางกรณี(ซึ่งเกิดขึ้นน้อยราย) การใช้เครื่องมือทางทันตกรรมจัดฟัน อาจทำให้เกิดแผลในช่องปาก หรือเกิดการกระทบกระแทกต่อฟันได้บ้าง ส่วนการสึกของฟันที่ผิดปกติอาจเกิดขึ้นเองได้ถ้าผู้ป่วยมีการบดเคี้ยวที่รุนแรงกว่าปกติ เครื่องมือจัดฟันอาจหลุด และคนไข้อาจกลืนลงไปด้วยความบังเอิญ ซึ่งจะออกจากร่างกายโดยการขับถ่าย นอกจากนี้เครื่องมือจัดฟันอาจทำให้เกิดการระคายเคือง หรือเกิดแผลบริเวณเหงือก แก้ม และริมฝีปากได้ ปกติแล้ว ภายหลังจากการพบทันตแพทย์เพื่อทำการปรับเครื่องมือในแต่ละครั้ง มักจะทำให้เกิดอาการตึงหรือปวดฟันบ้าง โดยที่ช่วงเวลาและระดับความรู้สึกดังกล่าวจะไม่เท่ากันในแต่ละราย โดยทั่วไป

ความรู้สึกปวดหรือตึงฟันมักจะค่อยๆลดลงไปภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังจากการปรับเครื่องมือ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติ หรือมีเครื่องมือหัก หลุดเกิดขึ้น ผู้ป่วยควรจะแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบโดยเร็วเพื่อแก้ไข หรือป้องกันมิให้เครื่องมือที่หลวมหลุดเข้าคอลงไปที่กระเพราะได้ทำให้เรามีการการเจ็บท้องบางครั้งอาจทำให้ลำใส้เป็นแผลก็ได้

ฟันซ้อนและฟันเกก็สามารถจัดฟันได้ดีหรือไม่

Posted May 31st, 2012 in บทความจัดฟัน by admin

ยากที่สุดคือการจัดฟันซ้อนเกอาจต้องอาศัยการผ่าตัดร่วมด้วย ผู้ป่วยจึงควรสอบถามถึงปัจจัยต่างๆที่อาจเกิดขึ้นจากการได้รับการบำบัดรักษาดังกล่าวจากทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาก่อนการตัดสินใจหรือการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของขากรรไกร อาจจะทำให้ผลการรักษาที่ได้รับถูกจำกัดมากขึ้น เช่น ในกรณีที่การเจริญเติบโตของขากรรไกรมีความไม่สมดุลกันในระหว่างหรือหลังการรักษา หรือมีการขึ้นของฟันที่ช้าผิดปกติ อาจทำให้การสบฟันเปลี่ยนไป ทำให้อาจต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม หรือบางครั้งอาจต้องจัดฟันร่วมกับการผ่าตัด

การที่ผู้ป่วยมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติไม่สมดุลกันหรือมีการสร้างของฟันที่ผิดปกติเหล่านี้ เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ทันตแพทย์ไม่สามารถควบคุมได้ และการเปลี่ยนแปลงการเจริญเติบโตภายหลังจากการจัดฟัน อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผลการรักษาระยะเวลาทั้งหมดที่ต้องใช้ในการจัดฟันนั้น อาจไม่สามารถกำหนดได้แน่นอน การมีการเจริญเติบโตของกระดูกที่น้อยหรือมากกว่าปกติ การให้ความร่วมมือที่ไม่ดีพอในการใส่เครื่องมือในแต่ละวัน

การไม่รักษาความสะอาดภายในช่องปาก การทำเครื่องมือหลุด และการผิดนัดกับทันตแพทย์ ล้วนมีผลให้ระยะเวลาในการรักษาเพิ่มขึ้น เนื่องจากขนาดและรูปร่างของฟัน มีความแตกต่างกันอย่างมาก บางครั้งเพื่อให้ได้ผลในการจัดฟันที่ดี(เช่น การปิดช่องว่างระหว่างฟัน) ทันตแพทย์จำเป็นต้องใช้การบูรณะฟันเข้าช่วย ซึ่งส่วนใหญ่มักได้แก่การอุดฟัน การทำครอบฟันหรือสะพานฟัน และ/หรือการรับการรักษาทางศัลย์ปริทันต์ ผู้ป่วยสามารถสอบถามรายละเอียดได้จากทันตแพทย์

อยากรู้ไหมว่าการจัดฟันคืออะไร

Posted May 30th, 2012 in บทความจัดฟัน by admin

การจัดฟันนั้นจะว่าไปในทางทันตกรรม ที่ให้การวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาความผิดปกติของการ เรียงฟันและการสบฟันรวมทั้งปัญหาความผิดปกติของขนาดและความสัมพันธ์ของขากรรไกรต่อใบหน้าการจัดฟันแพทย์จะแนะนำให้ใส่เครื่องมือที่เรียกว่า เครื่องมือคงสภาพฟัน หรือ Retainer เพื่อคงสภาพฟันที่จัดแล้วเอาไว้ผู้ที่ใส่เครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่น ควรจะแปรงฟันทันทีหลังจากรับประทานอาหารทุกครั้ง เพราะว่าเครื่องมือ และลวดจัดฟันจะเป็นที่กักเก็บของเศษอาหาร การไม่ใส่ใจในเรื่องความสะอาดจะทำให้เกิดฟันผุ และเหงือกอักเสบตามมา มีบางบริษัทผลิตแปรงสีฟันสำหรับคน ที่จัดฟันโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถใช้ในการแปรงฟันที่มีเครื่องมือจัดฟันติดอยู่ ทำให้แปรงฟันได้สะดวกมากขึ้น

การจัดฟันให้เกิดผลสำเร็จจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความมีวินัยในการให้ความร่วมมือกับทันแพทย์ ผู้ที่จัดฟันจำเป็นต้องไปพบแพทย์เดือนละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย เพื่อให้แพทย์ทำการปรับเครื่องมือ เคลื่อนฟันให้เป็นไปตามที่กำหนด และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด รวมทั้งเรื่องของการทำความสะอาดในช่องปากขณะที่มีเหล็กดัดฟันอยู่อย่างนั้น ย่อมเป็นที่ที่เศษอาหารเข้าไปติดตามซอก หรือรอยต่อต่างๆและสุดท้าย

เมื่อการจัดฟันเสร็จสิ้นสมบูรณ์ดีแล้วเพื่อไม่ให้ให้เครื่องมือจัดฟันหลุดหรือชำรุด ตลอดจนการไปพบทันตแพทย์จัดฟันตามที่นัดหมายกันไว้ การผิดนัดบ่อยๆ จะทำให้ระยะเวลาในการรักษายาวนานมากขึ้นความสำเร็จในการจัดฟันจะเกิดขึ้นได้ตามแผนการรักษาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือกับผู้ที่จัดเป็นสำคัญ

อาการเจ็บที่พบหลังจัดฟัน

Posted May 30th, 2012 in บทความจัดฟัน by admin

บางคนมีอาการเจ็บฟันหลังจากปรับเครื่องมือจัดฟันใหม่ ๆ เกิดจากการที่หลอดเลือดถูกกด จากแรงที่ดันฟันซึ่งเป็นการเริ่มต้นของขบวนการทางชีวภาพที่ทำให้ฟันเคลื่อนไปได้

อาการเจ็บนี้จะบรรเทาลงใน 3-5 วัน ผู้ป่วยสามารถทานยาแก้ปวด เช่น paracetamol เพื่อบรรเทาอาการปวดได้ นอกจากนี้ การเคี้ยวอาหาร นช่วง 8 ชั่วโมงแรกหลังจากการปรับเครื่องมือ จะเป็นขยับฟันบริเวณที่แรงกด และเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตรอบรากฟัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ เมื่อมีแรงกดที่ฟัน กระดูกบริเวณรากฟันด้านที่ถูกกดจะเกิดการละลายตัว ทำให้ฟันเคลื่อนที่ไปในทิศทางนั้น ส่วนกระดูกด้านตรงข้ามจะเกิดการสร้างเสริมกระดูกใหม่ ขบวนการละลายตัวและเสริมสร้างใหม่ของกระดูกนั้น เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ฟันที่กำลังเคลื่อนอาจมีอาการโยกเล็กน้อยมากกว่าฟันที่อยู่นิ่ง ไม่ถือว่าเป็นพยาธิสภาพ การใส่ Retainer ไม่สม่ำเสมอ จะทำให้ฟันเลื่อนกลับและ Retainer แน่นเมื่อใส่ หากฟันเลื่อนกลับไปมาก จะใส่  ไม่ลงที่ ต้องทำ  ใหม่ หรือจัดฟันใหม่เมื่อใส่แรก ๆ จะมีน้ำลายออกมาก และพูดไม่ถนัด เป็นอาการปกติและ จะดีขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อใส่สม่ำเสมอ ไม่เล่น  ในปาก หรือดัน Retainer ให้หลุดด้วยลิ้น เพราะจะทำให้ Retainer หลวม เมื่อถอด Retainer ออก ต้องใส่ในกล่องที่เตรียมไว้ทันที ห้ามห่อด้วยกระดาษโดยเด็ดขาด เพราะจะสูญหายได้ เขียนชื่อและเบอร์โทรติดต่อ

กรณีมีผู้เก็บ Retainer ในที่ที่สัตว์เลี้ยง หรือเด็กเล็กหยิบถึง ถ้า Retainer หายหรือชำรุด แจ้งทันตแพทย์ทันที