Comments Off on ฟอกฟันขาวแบบไหนปลอดภัยที่สุด

ฟอกฟันขาวแบบไหนปลอดภัยที่สุด

ฟอกฟันขาวแบบไหนปลอดภัยที่สุด

การฟอกสีฟัน เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีความหลากหลาย เพราะเราสามารถทำเองได้ที่บ้านก็ได้ หรือจะให้แพทย์เป็นผู้ทำให้ก็ได้ ต่างจากการทำฟันด้านอื่นๆ ที่จำเป็นต้องให้ทันตแพทย์ผู้เชียวชาญเท่านั้นเป็นผู้ทำ อาทิเช่น อุดฟัน รักษารากฟัน ถอดฟันคุด และเพราะการฟอกสีฟันสามารถทำง่ายๆ ได้ที่บ้านนี่เองทำให้การฟอกสีฟันเป็นที่นิยมและแพร่หลายอย่างรวดเร็วให้สังคมบ้านเรา แต่คำถามที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ คือ การฟอกสีฟันแบบไหนกันแน่ที่มีความปลอดภัยที่สุด วันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้ว

  1. การฟอกฟันที่ปลอดภัยที่สุด

การฟอกสีฟันเป็นทันตกรรมทางการแพทย์ที่มีความปลอดภัยในทุกรูปแบบ แต่ถ้าจะปลอดภัยที่สุดต้องเป็นการฟอกสีฟันโดยทันตแพทย์ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญดูแลและปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่ได้มาตรฐาน ซึ่งการฟอกสีฟันแบบทำเองที่บ้านก็มีความปลอดภัยเช่นกัน แต่ต้องทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดด้วย

  1. การฟอกสีฟันแบบทำเองที่บ้าน กับแบบแพทย์ทำให้แตกต่างกันอย่างไร

แตกต่างกันตรงที่ความเข้มข้นของสารฟอกสีฟัน รวมทั้งการฟอกสีฟันโดยทันตแพทย์จะมีการใช้เลเซอร์เข้ามาเร่งปฏิกิริยาสารฟอกฟันขาวบนฟันเรา ทำให้ใช้เวลาไม่นานฟันก็ขาวได้อย่างรวดเร็ว ผิดกับการฟอกฟันขาวด้วยตัวเอง น้ำยาฟอกสีฟันจะมีความเข้มข้นน้อยกว่า เมื่อเราทาลงบนฟันต้องรอให้สารซึมเข้าไปในฟันเอง ไม่มีเลเซอร์มาช่วยเร่ง ทำให้การฟอกสีฟันแบบทำเองที่บ้านต้องทำซ้ำๆ หลายครั้ง ฟันจะเริ่มค่อยๆ ขาวขึ้นเรื่อยๆ เอง

  1. แผ่นแปะฟันขาวใช้ได้ผลจริงรึเปล่า

การใช้แผ่นแปะฟันขาวก็คือการฟอกสีฟันเองที่บ้าน แต่แผ่นแปะฟันขาวมีการออกแบบมาให้ใช้อย่างสะดวกสบาย และสามารถทำให้ฟันขาวขึ้นได้จริง แต่อาจต้องใช้บ่อยหน่อยกว่าจะเห็นผล

  1. ฟอกสีฟันแล้วจะมีอาการเสียวฟันจริงไหม

อาการเสียวฟันสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากฟอกสีฟันเป็นเรื่องปกติ แต่ใช้เวลาไม่นาน อาการเสียวฟันก็จะลดลง จนกระทั้งหายสนิท แต่ถ้าเราฟอกสีฟันด้วยตัวเองบ่อยเกนไป อาการเสียวฟันก็อาจจะไม่ลดลง ดังนั้นทางที่ดีควรจะไปให้ทันตแพทย์ฟอกสีฟันให้ เพื่อให้ได้ฟันขาวตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำและอาการเสียวฟันก็จะเป็นไม่มากด้วย

ดังนั้นหากเราอยากให้ฟันขาวอย่างรวดเร็ว อาการเสี่ยวฟันมีไม่มาก ความปลอดภัยของฟันมาเต็มร้อย ก็ควรจะเลือกการฟอกสีฟันโดยแพทย์ผู้เชียวชาญจะเป็นการดีที่สุด

Comments Off on จัดฟันคือการรักษา หรือแค่เทรนฮิตของวัยรุ่น

จัดฟันคือการรักษา หรือแค่เทรนฮิตของวัยรุ่น

จัดฟันคือการรักษา หรือแค่เทรนฮิตของวัยรุ่น

ในสังคมปัจจุบัน การจัดฟัน ในบ้านเราไม่ใช่เพื่อการจัดโครงสร้างฟันให้สวยงามอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงแฟชั่นที่เป็นกระแสนิยมในหมู่ๆ วัยรุ่นด้วย ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ ที่การจัดฟัน จะทำก็ต่อเมื่อแก้ปัญหาช่องปาก คนที่ไม่ได้มีการเรียงตัวของฟันที่ผิดปกติจะไม่ทำกัน แต่กระนั้น ความนิยมในรูปแบบของบ้านเราก็ไม่ใช่เรื่องผิด หากทำแล้วเกิดความสบายใจ มั่นใจ มีความสุขกับชีวิต ก็ทำไปเถอะคะ ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันดีกว่า ว่าสังคมปัจจุบันมักจะมีเหตุผลในการจัดฟันเพราะอะไรกันบ้าง

  1.  จัดฟันเพราะมีปัญหาเรื่องโครงสร้างฟันต่างๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับการจัดฟัน เพื่อแก้ปัญหาการสบฟันต่างๆ ในช่องปาก
  2. จัดฟันเพราะอยากเข้าสังคม ปฏิเสธไม่ได้เลยนะค่ะว่าเทรนการจัดฟันมันมาแรงถึงขั้นที่ คนที่ไม่มีปัญหาการสบฟันใดๆ ก็อยากจะจัดเพื่อให้เข้าสังคมได้อย่างมั่นใจขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้ การจัดฟันแฟชั่นแบบที่ทันตแพทย์ทำให้อาจจะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่หากไปจัดฟันแฟชั่นตามร้านทั่วไปที่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นสิ่งที่เสี่ยงมาก อาจะเกิดการติดเชื้อภายในช่องปากได้มากมาย และอาจทำให้ฟันที่เคยเรียงสวยงาม กับเบี้ยวบูดไปก็เป็นได้
  3. จัดฟันเพราะอยากโดดเด่น เป็นเหตุผลที่ดูไม่น่าเชื่อ แต่เป็นเรื่องจริง เพราะบางคนเพียงแค่อยากเป็นที่จดจำได้ง่าย อยากเป็นคนที่โดดเด่นขึ้นในหมู่เพื่อนฝูง เลยอยากจะจัดฟันเพื่อให้กลายเป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่น
  4. จัดฟันเพื่อให้เป็นเครื่องแสดงออกถึงฐานะ เพราะการจัดฟันไม่ใช่แค่มีเงินเพียงร้อยสองร้อยก็ดัดได้ การจัดฟันเลยกลายเป็นอีกสิ่งแสดงออกทางสังคมว่าคนๆ นั้นมีฐานะที่ค่อนข้างดี
  5. จัดฟันเพราะชื่นชอบส่วนตัว บางคนมีความเชื่อว่าคนที่ยิ้มแล้วมีเหล็กจัดฟันอยู่ในปากเป็นคนที่มีเสน่ห์ เลยไปทำการจัดฟันบ้าง เพื่อสร้างเสน่ห์รอยยิ้มเหล็กให้แก่ตัวเอง ซึ่งถามว่าความคิดนี่ผิดรึเปล่า บอกเลยว่าไม่ผิด เพราะเรื่องของรสนิยมเป็นความชอบส่วนบุคคล

เพราะยุคดิจิตอลในปัจจุบัน ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตของคนเราเปลี่ยนไป แม้ว่าบางเหตุของการจัดฟันอาจเป็นเรื่องเล็กๆ ของใครหลายคน แต่ค่านิยมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มันจึงไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพอใจส่วนตัว จัดฟันแล้วรู้สึกมั่นใจ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้น เราก็ทำไปเถอะค่ะ เพราะการจัดฟันเป็นการควบรวมระหวางเทรนฮิตและการรักษาทางการแพทย์ไว้ด้วยกัน

 

Comments Off on 9 วิธีฟอกสีฟันด้วยตัวเอง

9 วิธีฟอกสีฟันด้วยตัวเอง

 9 วิธีฟอกสีฟันด้วยตัวเอง

ไม่มีใครที่อยากฟันเหลือง มีคราบไม่พึ่งประสงค์ติดตามซอกฟัน แต่ในเมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงทุกพฤติกรรมเสี่ยงไปได้ วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับบ้านๆ สมุนไพรไทยที่ช่วยให้ฟันขาวขึ้นได้ ให้ไปลองทำกัน

  1. ขมิ้น ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่หาง่ายตามท้องตลาด วิธีการคือนำเอาผงขมิ้นชัน เกลือ น้ำมะนาว มาผสมเข้าด้วยกันให้ได้ลักษณะเป็นเนื้อครีม แล้วใช้แปรงฟันทุกๆ สองสัปดาห์ หรือจะนำแปรงสีฟันที่เราใช้ปรกติมาจุ่มผงขมิ้นเล็กน้อย แล้วนำไปแปรงฟันเลยก็ได้ โดยแปรงแล้วทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นก็บ้วนปากและแปรงฟันอีกครั้งตามปกติ
  2. เปลือกกล้วย ที่เรากินเสร็จแล้วเนี้ยละค่ะ ให้นำมาถูที่ฟันให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วบ้วนปากด้วยน้ำ โดยสามารถทำได้เป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้ฟันขาวขึ้นได้
  3. น้ำมะนาว นำน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่ามาถูที่ฟัน หรือใช้เปลือกมะนาวถูเลยก็ได้ แต่ไม่ควรทำเกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพราะน้ำมะนาวเป็นกรดอาจทำให้ฟันผุได้
  4. น้ำมะพร้าว เริ่มต้นการจากนำน้ำมะพร้าวแท้ๆ ไปแช่เย็นให้เป็นไข เมื่อเป็นไขเรียบร้อยแล้วให้ดื่มน้ำมะพร้าวแล้วกลั้วไว้ในปาก 10-15 นาทีแล้วบ้วนทิ้ง จากนั้นกลั้วปากด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง แล้วค่อยแปรงฟันตามปกติ แค่นี้ฟันที่เคยเหลืองก็จะกลับมาขาวสดใส เพราะในน้ำมะพร้าวเย็นจัดมี

กรดลอริคสามารถทำลายแบคทีเรียในคราบพลัดได้

  1. แครอท เป็นวิธีช่วยให้ฟันขาวที่ง่ายที่สุด นั้นคือการกินแครอทดิบ หรือนำแครอทดิบมาถูกที่ฟัน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ฟันขาวแล้ว แครอทยังมีวิตามินซีสูง ช่วยลดกลิ่นปากด้วย
  2.  สตรอเบอรี่ นำสตรอเบอรี่สด 2 ลูกมาบด แล้วไปทาที่ฟัน 2-3 นาที จากนั้นบ้วนน้ำทิ้งแล้วแปรงฟันให้สะอาดอีกครั้ง
  3. ผงฟู ซึ่งเป็นสารฟอกฟันขาวที่มักพบได้บ่อยในยาสีฟันฟอกฟันขาวยี่ห้อทั่วไป แต่หากเราจะอยากลองทำให้ฟันขาวได้ด้วยตัวเอง ก็แค่ผสมผงฟูกับเกลือนิดหน่อย แล้วนำมาแปรงฟันประมาณ 3 นาที แล้วบ้วนทิ้งด้วยน้ำ
  4. เกลือ เป็นของหาง่ายที่อยู่ในครัวบ้านเรานี่เอง เพียงแค่เราผสมเกลือลงในยาสีฟันเล็กน้อย แล้วนำไปแปรงฟันเป็นประจำก็จะช่วยให้ฟันขาวขึ้น
  5. กาลพลู นำกาลพลูป่นมาผสมน้ำตาลเล็กน้อยแล้วนำไปขัดที่ฟันทุกวัน ก็จะช่วยให้ฟันขาวขึ้น แถมยังแข็งแรงขึ้นด้วย

แม้ว่าจะมีสมุนไพรที่หลากหลายให้คุณได้ทดลองใช้ แต่ฟอกสีฟันด้วยตัวเองอาจต้องใช้เวลารอนานกว่าจะเห็นผล ไม่เหมือนกับการไปพบทันตแพทย์เพื่อฟอกสีฟัน ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงคุณก็ได้ฟันขาวสมใจแล้วค่ะ

 

Comments Off on การเก็บรักษารีเทนเนอร์

การเก็บรักษารีเทนเนอร์

 การเก็บรักษารีเทนเนอร์

      รีเทนเนอร์ที่เราใส่ทุกวันนั้น มีหน้าที่ช่วยคงสภาพฟันของเราให้เข้ารูปอยู่เสมอๆ เพราะหลังจากถอเครื่องมือจัดฟันออกแล้ว ฟันและเหงือกของเราจะค่อนข้างอ่อนแอ ถ้าเราใส่เครื่องมือคงสภาพฟันไว้ ฟันจะเคลื่อนตัว หรือล้มได้ ซึ่งส่งผลให้ต้องมาเริ่มจัดใหม่อีกครั้ง นอกจากจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแล้ว ยังเสียเวลาด้วย

รีเทนเนอร์คืออุปกรณืที่คนจัดฟันจำเป็นต้องใส่ในทุกๆวัน ดังนั้นผู้ใส่ต้องให้ความสำคัญและดูแลรักษาให้ดี

ทั้งในเรื่องของความสะอาด และเรื่องการเก็บรักษา วันนี้เรามีวิธีการเก็บรักษารีเทนเนอร์มาฝากกันค่ะ

1.เมื่อเราถอดรีเทนเนอร์ออกแล้ว ไม่ควรนำรีเทนเนอร์วางไว้บนทิชชู่ หรือบนผ้าขนหนู หรือวางไว้ตามที่ต่างๆ

แต่ควรหากล่องมาเก็บใส่ไว้ให้ดีๆ เพื่อป้องกันไม่ให้รีเทนเนอร์ตกแตก และจะได้ไม่ลืมหรือสูญหาย

2.ในขณะที่เรารับประทานอาหาร ตามร้านอาหารต่างๆ ไม่ควรถอดรีเทนเนอร์วางไว้บนโต๊ะอาหาร บางคนชอบถอด

รีเทนเนอร์แล้วเอาทิชชู่มาห่อไว้ เมื่อทานอาหารก็วางไว้บนโต๊ะอาหารเมื่อทานเสร็จก็มักจะลืมไว้ พอกลับมาอีกทีก็ไม่มีแล้ว ทำให้ต้องเสียเงินทำใหม่

3.ใช้แปรงสีฟันแปรงทำความสะอาดรีเทนเนอร์ทุกวัน ของทุกอย่างที่เรานำเข้ามาในปาก จะต้องทำให้สะอาดที่สุดเพราะช่องปากเป็นทางผ่านของเชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ดังนั้นก่อนนอนที่เราต้องแปรงฟัน ก็ควรทำความสะอาดรีเทนเนอร์ด้วย วิธีทำความสะอาดรีเทนเนอร์ทำได้ไม่อยาก แค่เอาแปรงสีฟันกับน้ำสบู่อ่อนๆ

มาแปรงเบาที่รีเทนเนอร์หลังจากนั้นก็ซับด้วยผ้าขนหนูหรือทิชชู่แล้วเก็บเข้ากล่องพลาสติก

4.ไม่ควรเอาน้ำร้อนมาล้างรีเทนเนอร์ จากความเชื่อที่ว่าน้ำร้อนสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ดีนั้น ไม่สามารถใช้ได้กับสิ่งของทุกชนิด รีเทนเนอร์ก็เหมือนกัน เราควรล้างทำความสะอาดรีเทนเนอร์ที่น้ำอุณหภูมิห้อง ไม่ควรใช้น้ำร้อน

เพราะความร้อนจะทำให้รีเทนเนอร์บิดเบี้ยว ผิดรูป ใช้งานไม่ได้ นอกจากนี้ การใช้ไดร์เป่าผมเป่ารีเทนเนอร์ให้แห้งหลังจากทำความสะอาดก็ไม่สมควรเช่นกัน

5.แช่เม็ดฟู่ทำความสะอาดอาทิตย์ละครั้ง  เพื่อทำความสะอาดคราบต่างๆที่ติดฝังแน่นอยู่กับรีเทนเนอร์

นอกจากนี้เราไม่ควรซ่อมแซมรีเทนเนอร์เอง หากรีเทนเนอร์นั้นเกิดการชำรุด เพราะนอกจากจะซ่อมไม่สำเร็จแล้ว

ยังจะทำให้รีเทนเนอร์เสียหายมากกว่าเดิมอีก ดังนั้นหากรีเทนเนอร์ชำรุดเสียหาย ควรไปให้ทันตแพทย์ซ่อมแซมให้นะคะ

Comments Off on ดูแลเหงือกให้ดี ก่อนต้องเจอกับโรคปริทันต์

ดูแลเหงือกให้ดี ก่อนต้องเจอกับโรคปริทันต์

ดูแลเหงือกให้ดี ก่อนต้องเจอกับโรคปริทันต์

โรคปริทันต์ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า โรคเหงือกอักเสบ ซึ่งจริงๆ แล้วโรคนี้ไม่ได้มีแค่การอักเสบที่เหงือกเท่านั้น แต่เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับอวัยวะรอบๆ ฟัน เช่น เหงือก , กระดูกเบ้าฟัน , เอ็นยึดปริทันต์ และผิวรากฟันด้วย

จะรู้ได้อย่างไร ว่าเหงือกอักเสบ

อาการเริ่มแรกที่เราสังเกตได้คือ จะมีเลือดออกจากเหงือกง่ายกว่าปกติ เหงือกจะมีสีแดงจัดและบวม เหงือกจะบวมไม่แนบสนิทกับตัวฟัน จะมีเลือดออกทุกครั้งที่แปรงฟัน หรือกัดอาหาร ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้เหงือกเป็นหนอง ฟันโยกมากกว่าปกติ และไม่สะดวกในการเคี้ยวอาหาร โดยอาการต่างๆ นั้นจะเปลี่ยนและหนักหน่วงตามระยะที่เป็น

โรคเหงือก แบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน

1. เหงือกอักเสบ คือระดับแรกของโรคเหงือก ซึ่งอาจสังเกตได้ว่ามีเลือดออกขณะแปรงฟัน หรือขณะใช้ไหมขัดฟัน

2. ปริทันต์ หรือโรคเหงือกอักเสบ ในระยะที่สองนี้ กระดูกและเส้นใยรองรับที่ยึดฟันได้รับความเสียหายอย่างถาวร เหงือกอาจจะเริ่มมีร่องลึกที่ใต้ร่องเหงือก ซึ่งเป็นแหล่งสะสมเศษอาหารและคราบเชื้อแบคทีเรีย

3. ปริทันต์ หรือโรคเหงือกอักเสบขั้นร้ายแรง ระยะสุดท้ายนี้ เส้นใยและกระดูกที่รองรับฟันถูกทำลายสามารถเป็นเหตุให้ฟันโยกหรือหลวม ภาวะนี้อาจส่งผลต่อการเคี้ยวอาหาร ถ้าทำการรักษาแล้วแต่ไม่ดีขึ้น อาจต้องถอนฟันออกในระยะนี้

โรคปริทันต์ สามารถแบ่งเป็นขั้นตอนการรักษาได้ดังนี้

1. การรักษาจะต้องมีการขูดหินปูน และการเกลารากฟันร่วมด้วย โดยขูดทั้งบนตัวฟันและส่วนที่อยู่บนผิวรากฟันภายในร่องเหงือก ส่วนการเกลารากฟันนั้น คือการทำให้ผิวรากฟันเรียบเพื่อให้เนื้อเยื่อเหงือกสามารถกลับมายึดแน่นติดกับฟันได้เหมือนเดิม ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องทำซ้ำหลายๆ ครั้ง

2. หากทำการรักษาไปแล้วประมาณ 4-6 สัปดาห์ หากยังมีร่องสึกของเหงือกอยู่หรือมีการละลายของกระดูกไปมาก อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการผ่าตัดเหงือกเข้าร่วมด้วย

3. จะต้องทำความสะอาดฟันและซอกฟันอย่างถูกวิธี และสม่ำเสมอ โดยจะต้องใช้แปรงและไหมขัดฟันทุกวัน เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ให้หมด

4. พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจดูว่ามีคราบจุลินทรีย์และหินปูนหลงเหลืออยู่หรือไม่ เพื่อที่จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

5. กรณีที่เป็นมากๆ ถึงขั้นร้ายแรง การรักษาเบื้องต้นนั้นอาจไม่ได้ผล ส่วนใหญ่ทันตแพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดทำการยกเหงือกเพื่อที่จะดูการลุกลามไปที่รากฟันหรือกระดูก และทำการกำจัดจุลินทรีย์ออกจากบริเวณกระดูกฟัน

หากพบว่าตนเองเริ่มมีอาการเบื้องต้น อาจเจ็บเหงือกเพียงเล็กน้อยเวลาแปรงฟัน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนก็ได้ว่าอาจจะเป็นสัญญาณเบื้องต้นของโรคเหงือกอักเสบ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้ลุกลาม ควรป้องกันแต่เนิ่นๆ โดยการรักษาสุขภาพปากและฟันอย่างถูกวิธี

Comments Off on อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังจากฟอกสีฟัน

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังจากฟอกสีฟัน

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังจากฟอกสีฟัน

      เมื่อเราทำการฟอกสีฟันแล้ว ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำกับเราทุกครั้ง ทั้งในเรื่องการดูแลรักษาความสะอาดของสุขภาพช่องปาก เรื่องการมาพบทันตแพทย์สม่ำเสมอ และเรื่องการดูแลตัวเองหลังจากฟอกสีฟันไปแล้ว

ซึ่งคำแนะนำเหล่านี้เราจำเป็นต้องจำให้ดีและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง

การดูแลตัวเองหลังจากการฟอกสีฟันไปแล้วมีหลายอย่างที่จำเป็น หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องอาหารการกิน การเลือกรับประทานอาหารหลังจากฟอกสีฟันไปแล้วจำเป็นที่จะต้องใส่ใจ เพราะเมื่อเราฟอกสีฟันไปแล้วในช่วงระยะแรกสุขภาพเหงือกและฟันของเราจะยังอ่อนแออยู่ ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เรามาดูอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังจากฟอกสีฟันไปแล้วกันค่ะ

 

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังจากการฟอกสีฟันไปแล้วได้แก่

1.อาหารที่มีลักษณะแข็ง เช่นเมล็ดถั่ว ขนมปังกรอบ แครกเกอร์ เนื้อสัตว์ที่มีเนื้อเหนียว เพราะในระยะแรกหลังจากฟอกสีฟันไปแล้ว จะทำให้เรารู้สึกเสียวฟันและระคายเคืองเหงือก ควรงดทานอาหารประเภทนี้ไปสักระยะหนึ่ง เพื่อลดอาการเสียวฟัน

2.งดเครื่องดื่มที่มีสี ได้แก่ ชา กาแฟ โกโก้ น้ำหวานต่างๆ น้ำอัดลมต่างๆเป็นต้น เพราะถ้าเราทานเครื่องดื่มเหล่านี้จะทำให้ฟันที่เราฟอกมามีสีคล้ำ ตามเครื่องดื่มที่เราดื่ม

3.งดทานอาหารที่มีสี เช่นแกงต่างๆที่มีของเครื่องเทศ เพราะจะทำให้ฟันเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองถึงหมองคล้ำได้

4.งดทานอาหารที่เย็นจัด หรือร้อนจัด เพื่อไม่ให้เกิดอาการเสียวฟันมากขึ้นกว่าเดิม

5.งดดื่มเบียร์ เหล้า และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีฤทธิ์ทำลายผิวเคลือบฟัน และเนื้อฟัน

6.ยาปฏิชีวนะบางชนิด การทานยาปฏิชีวนะบางชนิดมีผลทำให้ฟันเราเปลี่ยนสีได้

หากใครจำเป็นต้องทานอาหารเหล่านี้ หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้เริ่มทานได้หลังจากฟอกสีฟันไปแล้วอย่างน้อย

เป็นเวลา 1 สัปดาห์ หรือหากจำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มที่มีสีก็สามารถใช้หลอดดูดน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำเหล่านั้นสัมผัสกับฟันโดยตรง และเมื่อดื่มแล้วควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่า เพื่อชะล้างคราบเครื่องดื่ม

อาการเสียวฟันและระคายเคืองเหงือกหลังจากฟอกสีฟันนั้น จะเกิดขึ้นแค่ในช่วงระยะแรกๆของการฟอกสีฟัน หลังจากนั้น 3-4 วันอาการจะหายไปเอง ในช่วงนี้หากรู้สึกเสียวฟันมาก ปวดฟันมาก ให้ทานยาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอน หรือ พอนแสตน เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและเสียวฟัน ทานอาหารอ่อนๆ รสไม่จัด และถ้าหาก 1 สัปดาห์ไปแล้ว อาการเสียวฟันยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบทันตแพทย์ที่เราไปฟอกสีฟันด้วย เพื่อให้ทันตแพทย์แก้ไขต่อไป

Comments Off on คิดจะจัดฟันต้องเริ่มต้นอย่างไร

คิดจะจัดฟันต้องเริ่มต้นอย่างไร

คิดจะจัดฟันต้องเริ่มต้นอย่างไร

กระแสการจัดฟันยังคงเป็นแฟชั่นที่วัยรุ่นให้ความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลายเลยจริงๆ ยิ่งการจัดฟันสมัยนี้ มีราคาที่ถูกลง มีการผ่อนจ่ายเป็นงวด ไม่จำเป็นต้องจ่ายเป็นก้อนทีเดียว ก็ยิ่งทำให้วัยรุ่นยุคใหม่มักจะมีเหล็กดัดฟันติดตัวกันแทบจะทุกคน เรียกว่าเป็นค่านิยมยอดฮิตที่นอกจากจะช่วยให้ผู้ทำรู้สึกมั่นใจมากขึ้นแล้ว ยังมีประโยชน์ในเรื่องของการช่วยจัดระเบียบโครงสร้างฟันในปากเรา ช่วยปัญหาการบดเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้นเมื่อจัดเสร็จแล้ว พร้อมทั้งยังช่วยสร้างนิสัยการดูแลทำความสะอาดฟันที่ดีให้แก่ตัวท่านเองด้วย เพราะเมื่อจัดฟันแล้ว เราจำเป็นจะต้องแปรงฟันบ่อยขึ้น และแปรงฟันให้ดูวิธีมากขึ้นด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นหนึ่งในข้อดีๆ หลายๆ ข้อของการจัดฟัน หากตอนนี้ใครที่กำลังคิดจะไปจัดฟัน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นจากแหล่งอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ต่างๆ และควรสอบถามจากคนใกล้ตัวที่จัดฟันอยู่ เพราะการจัดฟัน จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเราหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน การดูแลสุขภาพช่องปาก รวมทั้งเปลี่ยนโครงหน้าของเราด้วย เพราะส่วนใหญ่แล้วคนที่จัดฟันเสร็จจะมีใบหน้าที่เรียวขึ้น เพราะการจัดฟันจะไปช่วยปรับโครงสร้างฟันและขนาดของขากรรไกรลงได้ และเมื่อเราสอบถามจากคนรอบข้าง ค้นคว้าหาข้อมูลเสร็จแล้ว การเลือกคลินิกที่จะจัด ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่างแรงคือต้องเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ทั้งเรื่องคุณภาพและราคา สถานที่ตั้งควรอยู่ไม่ไกลบ้านมากนัก หรืออยู่ใกล้แหล่งคมนาคมที่สะดวกด้วย เพื่อเป็นการเซฟเวลา เซฟเงินของตัวคุณเองในการมาพบแพทย์เกือบทุกเดือน เมื่อเลือกสถานที่ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปให้เลือกประเภทของการจัดฟัน แต่บอกไว้ก่อนเลยว่า การจัดฟัน ไม่ว่าจะประเภทไหนส่วนใหญ่จะให้ผลการจัดที่ดีทั้งนั้น การจะเลือกประเภทไหนขึ้นอยู่กับปัญหาการเรียงตัวของฟันในช่องปาก และพึงพอใจของตัวท่านเอง รวมทั้งเงินกระเป๋าของท่านด้วย เพราะแต่ละชนิดก็ถูกแพงต่างกันค่อนข้างมาก บางคนอยากจัดฟันเพราะมีปัญหาเรื่องฟันห่าง แต่ไม่อยากให้ใครเห็นว่าจัดฟัน ก็สามารถจัดฟันแบบใสได้ ซึ่งก็มีราคาแพงกว่าปกติ ส่วนบางคนแค่อยากจัดฟันตามกระแสความนิยม อยากจะยิ้มมีเหล็กให้หน้าดูแบ๊วๆ ก็สามารถเลือกเป็นการจัดฟันแบบโลหะด้านนอก ที่จะโชว์เหล็กและมีราคาไม่แพงเท่าไหร่นัก

 

เมื่อเลือกประเภท เลือกสถานที่ ค้นคว้าหาความรู้เรียบร้อยแล้ว เราก็อย่ารอช้าอยู่เลยค่ะ มีคลินิกดีๆ มีบริการครบวงจรไว้รอคุณมากมาย

Comments Off on คราบแบคทีเรียที่อยู่ตามซอกฟัน

คราบแบคทีเรียที่อยู่ตามซอกฟัน

                                     คราบแบคทีเรียที่อยู่ตามซอกฟัน

คราบแบคทีเรียที่ติดอยู่ตามซอกฟัน คือแบคทีเรียและน้ำตาลที่สะสมตัวเป็นคราบใสๆ หรือเป็น ฟิล์มใส มีลักษณะค่อนนข้างเหนียว มักจะเกาะที่ฟันของเรา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของฟันผุและโรคเหงือก สามารถที่จะสะสมและก่อตัวเป็นคราบหินปูนที่แข็ง หากเราไม่ทำความสะอาด ก็จะยิ่งทำให้คราบหินปูนนั้นแข็งแรงมากขึ้น ไม่สามารถแปรงออกได้

ต้องใช้วิธีให้ทันตแพทย์ขูดออก

เราสามารถป้องกันคราบแบคทีเรียไม่ให้สะสมได้ โดยการ

  1. แปรงฟันอย่างทั่วถึงอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเพื่อที่จะขจัดคราบแบคทีเรียและเศษอาหารออกจากผิวฟัน
  2. ใช้ไหมขัดฟันทุกวันเพื่อขจัดคราบแบคทีเรียจากซอกฟันและร่องเหงือกที่แปรงสีฟันอาจเข้าไปไม่ถึง
  3. หลีกเลี่ยงและควบคุมปริมาณอาหารจำพวกน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ลูกอม หมากฝรั่ง ขนมหวาน
  4. บ้วนปากด้วยน้ำสะอาดทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร หรือขนม เพื่อช่วยกำจัดเศษอาหารตามซอกฟัน
  5. พบทันตแพทย์เป็นประจำทุกๆ 6 เดือน หรือตามหมายนัดเพื่อทำความสะอาดและตรวจฟันโดยผู้เชี่ยวชาญ

 

แล้วเราจะรู้ว่ามีคราบแบคทีเรีย

ได้ เนื่องจากเป็นแบคทีเรียที่ก่อตัวขึ้นในปากของเรา แบคทีเรียเหล่านี้จะเติบโตด้วยอาหารที่เรารับประทานและน้ำลายของเรา สามารถก่อให้เกิดฟันผุเมื่อกรดจากแบคทีเรียเข้าทำลายฟันหลังจากรับประทานอาหาร เมื่อเกิดหลาย ๆ ครั้งเข้า สารเคลือบฟันก็จะถูกทำลายและเกิดฟันผุ คราบแบคทีเรียที่ไม่ขจัดออกทุกวันก็จะสะสมตัวและเป็นอันตรายต่อเหงือก นำไปสู่เหงือกอักเสบ  โรคเลือดออกตามไรฟัน ละการสูญเสียฟัน

Comments Off on ปัญหาที่พบในการฝังรากเทียม

ปัญหาที่พบในการฝังรากเทียม

ปัญหาที่พบในการฝังรากเทียม

1.รากฟันเทียมไม่ติดกับกระดูก เกิดขึ้นได้จากการเจาะที่หลวมเกินไป ทำให้รากเทียมไม่มีความเสถียรโยกไปมาได้ กระดูกจึงไม่มาเกาะหรือเกิดจากภาวะกระดูกพรุนในผู้ป่วย ดังนั้นก่อนการเข้ารับการใส่รากฟันเทียม เราควรตรวจเช็คสภาพช่องปากให้ละเอียด

2.ปัญหาสุขภาพเหงือก เช่น เหงือกร่น เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการละลายตัวของกระดูกหลังจากฝังรากเทียมไปอาจจะเป็นมากหรือน้อยแล้วแต่บุคคล ถ้าเป็นมากผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการรักษาแก้ไขโดยทันตแพทย์

3.ฝังไม่ตรงตำแหน่ง หรือ ไม่อาจฝังให้ตรงตำแหน่งได้ โดยมากเกิดจากการที่กระดูกรองรับมีน้อยเกินไป ทำให้ต้องไปฝังในตำแหน่งอื่นที่มีกระดูก ปัญหานี้ แก้ไขโดยการทำการผ่าตัดเสริมกระดูกให้เรียบร้อยก่อนที่จะฝังรากเทียม หรือบางครั้งถ้าตำแหน่งไม่ผิดพลาดมากจนเกินไป อาจแก้ไขโดยการออกแบบฟันปลอมให้รับกับตำแหน่งที่ฝังก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทันตแพทย์

4.สกรูที่ใช้ฝังรากฟันหัก จะมีโอกาสเกิดได้น้อยมากมักเกิดจากการที่ ฝังรากเทียมไม่ตรงตำแหน่ง ทำให้แรงที่ตกลงมาไม่ได้ผ่านจุดศูนย์กลางรากเทียม ทำให้สกรูที่ยึดหัก หรือใช้ฟันที่ฝังรากฟันเทียมกัดของแข็ง จึงทำให้รากฟันเทียมรับแรงมาก

5. รากฟันเทียมหมุน ลักษณะของรากเทียมจะเป็นเหมือนสกรูขันเข้าไปในกระดูก เมื่อมีแรงมากระแทกทุกวันๆ บางครั้งก็จะเกิดการคลายตัวได้ คล้ายๆลักษณะเกลียวหวานของน๊อต  โดยเฉพาะอย่างยิ่งรากเทียมที่มีขนาดเล็ก แต่ในปัจจุบันมีการใช้รากเทียมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นปัญหาเหล่านี้ จึงน้อยลงอย่างมาก

 

ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิด ถ้าหากเราปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ละเลย แต่ถ้าหากพบความผิดปกติ เราต้องรีบไปพบทันตแพทย์ผู้ทำการฝังรากให้ทันที

Comments Off on อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังจากการฟอกฟันขาว

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังจากการฟอกฟันขาว

 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังจากการฟอกฟันขาว

        หลังจากการฟอกฟันขาวแล้ว ฟันของเราจะขาวขึ้นทันที แต่จะขาวมากหรือน้อยนั้น

ขึ้นอยู่กับลักษณะ และโครงสร้างฟันของแต่ละบุคคล ซึ่งฟันที่ฟอกมาจะค่อยๆขาวขึ้น ถ้าหากว่าเราดูแลดี ฟันเราก็จะขาวสดใสอยู่เสมอ ซึ่งในระยะแรกๆ เราจะรู้สึกว่าเสียวฟันในระยะแรก2-3วัน

แต่หลังจากนั้นอาการเสียวฟันจะดีขึ้น

ซึ่งในระยะนี้ทันตแพทย์จะแนะนำวิธีดูแลตัวเองให้เรา  ซึ่งเราก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น การทำความสะอาดฟันหลังการฟอกฟันขาว การดูแลฟัน

การลดอาการเสียวฟันหลังจากฟอกสีฟัน เป็นต้น นอกจากนี้การเลือกทานอาหารของเรา ก็มี

ผลกับการดูแล รักษาฟันของเราให้ขาวได้นานที่สุด ซึ่งการเลือกทานอาหารหลังจากการฟอก

ฟันขาวแล้ว มีทั้งสิ่งที่ควรทาน และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

      อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังจากการฟอกฟันขาว มีอะไรบ้าง

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังการฟอกฟันขาวมีดังนี้

1.หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีสีเข้ม ได้แก่ ชา กาแฟ ไวน์แดง แกงเขียวหวาน น้ำพริก ขนมจีนน้ำยา

ช็อกโกแลต ขมิ้น และอาหารที่มีพริกแกงต่างๆ เพราะการทานอาหารเหล่านี้ จะทำให้ฟันที่เพิ่งฟอกขาวมา มีสีหม่นหมองไม่สดใส

2.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีลักษณะแข็งและเหนียว ได้แก่ เนื้อสัตว์บางชนิด เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว  ถั่วต่างๆได้แก่ ถั่วลิสง ถั่วอัลมอนด์  ผลไม้ที่มีเนื่อแข็งเช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ซึ่งในระยะแรกฟันของเราจะอ่อนแอ ถ้าหากเราทานอาหารประเภทนี้ จะทำให้รู้สึกเจ็บ และเสียวฟันได้ นอกจากนี้การกัดก้อนน้ำแข็ง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำด้วยเช่นกัน

3.หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไป เพราะการดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้จะทำให้เราเสียวฟันมากยิ่งขึ้น จึงควรงดดื่มในระยะแรกๆหลังจากที่ฟอกฟันเสร้จ

4.หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอออล์ เช่น เหล้า เบียร์ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีฤทธิ์เป็นกรด จะทำร้ายชั้นเคลือบฟันของเรา และทำให้ฟันของเราสีหมองได้

5.หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม เพราะน้ำอัดลมมีฤทธิ์เป็นกรดเช่นกัน เพราะมีการอัดก๊าซ ซึ่งก๊าซนั้นจะทำให้ฟันสึก ผิวชั้นเคลือบฟันได้รับความเสียหาย และสีต่างๆของน้ำอัดลมจะทำให้ฟันที่เพิ่งฟอกขาวมาหม่นหมองได้ แต่ถ้าหากเลี่ยงที่จะดื่มไม่ได้ก็ให้ใช้หลอด เพื่อลดการสัมผัสกับฟันโดยตรง

ฟันขาวสดใส จะอยู่กับเราได้นานเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับการดูแลของเราด้วยนะคะ